www.สำนักข่าวท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อม.com

TEPA - Travel & Environment Press Agency

_SUP0041-S

  “นั่งรถไฟ KIHA 183 มหัศจรรย์เมืองสุพรรณบุรี แหล่งอารยธรรมทราวดี สุขทันที ที่เที่ยวกับ การรถไฟไทย การเดินทางครั้งนี้ ไม่เหมือนเดิม”

เรื่อง/ภาพ สุเทพ ช่วยปัญญา สำนักข่าวท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อม

       การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) บริษัทเมืองไทยครีเอทีฟแอนด์ทัวร์จำกัด และสำนักข่าวท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อม (สทส.) จัดกิจกรรม “นั่งรถไฟ KIHA 183 มหัศจรรย์เมืองสุพรรณบุรี แหล่งอารยธรรมทราวดี สุขทันที ที่เที่ยวกับ การรถไฟไทย การเดินทางครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม”

         ลงทะเบียนเช็คอิน สถานีรถไฟหัวลำโพง

     คณะนักท่องเที่ยวทยอยกันมาลงทะเบียน รับป้ายคล้องคอกันแต่เช้า ทีม Staff คอยกับลงทะเบียนและเสิร์ฟเครื่องดื่มร้อนให้กับนักท่องเที่ยว แล้วก็ถ่ายรูปเช็คอินเป็นที่ระลึกกับ ขบวนรถไฟ KIHA 183 และขบวนรถไฟโบราณ การรถไฟแห่งประเทศไทย จัดแสดงไว้ที่สถานีรถไฟหัวลำโพง รถไฟ KIHA 183 พร้อมออกเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางสถานีรถไฟสุพรรณบุรี ในเวลา 6.10 น.

        ออกเดินทางสู่ สถานีรถไฟสุพรรณบุรี

     หลังจาก รถไฟ KIHA183 เริ่มออกเดินทางได้สักพัก น้องๆ Staff ก็เริ่มให้บริการอาหารเช้า เมนูวันนี้มีให้เลือก 3 เมนู ข้าวหมูทอด ข้าวไก่ทอด เคียงมาด้วยไข่ต้มยางมะตูม พร้อมน้ำจิ้มแจ่วรสเด็ด อีก 1 เมนู เป็นข้าวราดผัดผัก ไข่เจียว เป็นเมนูสำหรับคนที่ไม่ทานเนื้อสัตว์ เสิร์ฟพร้อมชาเขียว และน้ำเปล่า ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง 30 นาที รถไฟ KIHA183 ก็จะถึง สถานีรถไฟสุพรรณบุรี แล้วก็จะเปลี่ยนมาขึ้นรถบัส เพื่อเดินทางต่อไปยังบ้านแหลมโฮมสเตย์

           น้าโย่งฉ่อย บนรถไฟ KIHA183

      นายวิษณุ อรุณบำรุงวงค์ รองผู้อำนวยการภูมิภาคภาคกลาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย นายกันตพงษ์ ธนเนืองโรจน์ นายกสมาคมธุระกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) ให้การต้อนรับคณะของน้าโย่ง รถไฟ KIHA183 พร้อมร่วมชมการแสดงฉ่อยของ น้าโย่งรถไฟ KIHA183 ไปจนถึงสถานีสุพรรณบุรี

       สุขทันที ที่เที่ยวกับ การรถไฟไทย เดินทางครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม รถไฟ KIHA183 เดินทางมาถึงสถานีรถไฟหนองปลาดุก น้าโย่ง พร้อมคณะก็ขึ้นมาบน รถไฟ KIHA183 น้าโย่ง เปิดฉากการแสดงที่ตู้ 1 ก่อน เริ่มด้วยเพลงฉ่อยแบบพื้นบ้านเมืองสุพรรณ ตามด้วย ร้องเพลงลำตัด เพลงขอทาน เป่าปี่น้ำเต้า ปิดท้ายด้วยการถ่ายรูปกับ FC และเดินแสดงไปจนครบทั้ง 4 ตู้ โดยสารของ รถไฟ KIHA183 สร้างความสนุกสนาน เรียกเสียงหัวเราะได้ตลอดการแสดง คณะนักท่องเที่ยวประทับใจอย่างมาก ที่การเดินทางครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม   

             ต่อรถบัสที่สถานีรถไฟสุพรรณบุรี

      นายณัฐภัทร สุวรรณประทีป ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมด้วย นายวิษณุ อรุณบำรุงวงค์ รองผู้อำนวยการภูมิภาคภาคกลาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นายอภิวัฒน์ ทับทิมโต ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุพรรณบุรี นายกันตพงษ์ ธนเนืองโรจน์ นายกสมาคมธุระกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) นายพงษ์ดนัย ตาระกา นายสถานีรถไฟสุพรรณบุรี ร่วมให้การต้อนรับคณะนักท่องเที่ยว “นั่งรถไฟ KIHA 183 มหัศจรรย์เมืองสุพรรณบุรี แหล่งอารยธรรมทราวดี สุขทันที ที่เที่ยวกับการรถไฟไทย การเดินทางครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม”

         รถไฟ KIHA 183 เข้าเทียบท่าที่สถานีรถไฟสุพรรณบุรี เวลา 10.40 น. นักท่องเที่ยวลงจากรถไฟแล้ว นายณัฐภัทร สุวรรณประทีป ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวต้อนรับคณะนักท่องเที่ยวที่เดินทางโดย รถไฟ KIHA 183 มาเที่ยวที่จังหวัดสุพรรณบุรี ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 แล้ว พร้อมถ่ายรูปหมู่ร่วมกับคณะนักท่องเที่ยวเป็นที่ระลึก เสร็จแล้วนักท่องเที่ยวก็เดินไปขึ้นรถบัสจำนวน 5 คัน ที่จอดรอรับอยู่ที่หน้าสถานีรถไฟสุพรรณบุรี

           เรียนรู้วิถีพื้นบ้าน ไผ่ตาพุด โฮมสเตย์ ชุมชนบ้านแหลม

      ไผ่ตาพุด โฮมสเตย์ ตั้งอยู่ที่ ตำบล บ้านแหลม อำเภอบางปลาม้า  ชุมชนอยู่ใกล้ชิดกับแม่น้ำสุพรรณบุรีรัชกาลที่ 5 ก็เคยเสด็จประพาสจังหวัดสุพรรณบุรี บทนิราศสุพรรณบุรีของสุนทรภู่ที่ประพันธ์ไว้ เมื่อครั้งที่ได้เดินทางมาพร้อมพระองค์ กิจกรรมที่มีให้ทำ นั่งเรือชมสถานที่ประวัติศาสตร์ ชมวิถีชีวิตของคนในชุมชน นั่งรถอีแต๊กลุยทุ่งนาไปเก็บไข่เป็ดในยามเช้า หรือจะลองขี่ควายลุยโคลน ชมการทำขวัญข้าวเรียนรู้การทำอาหารไทยพื้นบ้าน น้ำพริกไปนา น้ำพริกเผาโบราณ ต้มโคล้งปลาม้า แกงปลาสับนก และขนมไทยโบราณอย่าง ขนมเจ้าบ้านเจ้าเรือน นารีจำศีล และจรกาลงสรง

       รถบัสใช้เวลาเดินทางจาก สถานีรถไฟสุพรรณบุรี ประมาณ 30 นาที ชาวชุมชนบ้านแหลมโฮมสเตย์ต้อนรับคณะท่องเที่ยว นั่งรถไฟ KIHA 183 ด้วยรำวงกลองยาว สร้างความสนุกสนานให้กับนักท่องเที่ยว ถึงกับอดใจไม่ไหวออกมารำวงไปกับวงกลองยาวด้วย และต้อนรับด้วย Welcome Drink น้ำตะไคร้สมุนไพร

      กิจกรรมที่ให้คณะนักท่องเที่ยวทำมีทั้งหมด 5 ฐาน อย่างแรก สาธิตการ น้ำพริกเผาโบราณ ทำขนมเจ้าบ้านเจ้าเรือน ทำดอกไม้จากธูปหอม ทำจานจากผักตบชวา และการทำพวงมาลัยจากดอกไม้แห้ง คณะนักท่องเที่ยวทั้ง 5 บัส เข้าร่วมทำกิจกรรม หมุนวนกันไปจนครบทั้ง 5 ฐาน ได้รับประสบการณ์ใหม่ๆกันไปบ้างไม่มากก็น้อย จากนั้นก็รับประทานอาหารเที่ยงกันที่ ไผ่ตาพุด โฮมสเตย์ ชุมชนบ้านแหลม 

          นาเฮียใช้ ศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิต และจิตวิญญาณชาวนาไทย

      นาเฮียใช้หรือศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิต และจิตวิญญาณชาวนาไทย ตั้งอยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในจังหวัดสุพรรณบุรี ที่รวบรวมเรื่องราว และองค์ความรู้ใหม่ๆ ในการทำการเกษตรกรรม ที่มีคุณค่าแก่การศึกษา เรียนรู้ สร้างขึ้นจากความจงรักภักดี และสำนึกในคุณงามความดีของในหลวงรัชกาลที่ 9

     ก่อตั้งโดย นายนิทัศน์ เจริญธรรมรักษา มีอาชีพเกี่ยวข้องกับการทำนา และขายเมล็ดพันธ์ุข้าว แล้วหันมาใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินชีวิต โดยมีจุดประสงค์หลัก เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ให้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร อีกทั้งยังเป็นสถานที่ศึกษาเรียนรู้ และแหล่งท่องเที่ยวให้ผู้สนใจได้เข้าชมฟรี ซึ่งแต่ละโซนจะมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำ และความรู้เกี่ยวกับโซนต่างๆด้วย

    คณะนักท่องเที่ยวมาถึงนาเฮียใช้ก็เข้าห้องประชุม ฟังบรรยายประวัติการก่อตั้งนาเฮียใช้ จากนายนิทัศน์ เจริญธรรมรักษา ผู้ก่อตั้งนาเฮียใช้ และบุตรชายคนโตของคุณพิชัย เจริญธรรมรักษา หรือ เฮียใช้ ออกจากห้องประชุมก็มาถ่ายรูปหมู่ กันที่ป้ายนาเฮียใช้เพื่อเป็นที่ระลึก จากนั้นก็ขึ้นรถรางชมแปลงสาธิตการทำนาแบบใช้นวัตกรรมใหม่ของนาเฮียใช้

      ไฮไลท์ หอเตือนภัยชาวบ้าน เดินขึ้นไปบนหอแล้วมองลงมาจะเห็น แปลงนาสวยที่ปลูกให้เป็นรูปต่างๆ เช่นแผนที่ประเทศไทย ด้วยการปลูกข้าวสีเขียวสลับกับต้นข้าวสีดำ แบบการแปรอักษรรูปแบบๆ ไปตาม Concept ของวันสำคัญต่างๆ นอกจากนี้นาเฮียใช้ก็ยังมีสถานีต่างๆให้ชมกันอีกหลายจุด

    วันนี้คณะนักท่องเที่ยวก็ทานข้าวเย็นกันที่นาเฮียใช้ด้วย เมนูประกอบด้วย ออร์เดิร์ฟ ยำหมูย่าง ผัดวุ้นเส้นกระเฉด คะน้าหมูกรอบ Main course น้ำพริกปลาป่น แกงเรียงกุ้งสด ปลากระพงทอดน้ำปลา ปลาตะเพียนต้มเค็ม ปิดท้ายด้วยผลไม้ตามฤดูกาล อาหารอร่อยทุกเมนู   

        กราบขอพรหลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร   

     วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร ตั้งอยู่ที่ถนนมาลัยแมน ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมือง ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่าวัดป่า เป็นวัดเก่าแก่ สันนิษฐานว่าสร้างมาแล้วกว่า 1200 ปี ภายในวิหารประดิษฐาน หลวงพ่อโต เป็นพระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์ ศิลปะสมัยอู่ทอง นักท่องเที่ยวมาสุพรรณต้องมา กราบขอพรหลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร กันเกือบทุกคน เพื่อความเป็นศิริมงคล จากนั้นคณะนักท่องเที่ยวนั่งรถรางของเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี “นั่งรถรางฟังเรื่องเก่า เล่าเรื่องเมืองสุพรรณบุรี”

           หลวงพ่ออู่ทอง พระพุทธรูปแกะสลักภูผาใหญ่ที่สุดในโลก วัดเขาธรรมเทียม

      วัดเขาทำเทียม ตั้งอยู่ที่ เขตเทศบาลท้าวอู่ทอง อำเภออู่ทอง เป็นพระพุทธรูปแกะสลักภูผาที่ใหญ่ที่สุดในโลก บริเวณหน้าผาที่ชื่อว่า “ผามังกรบิน” องค์หลวงพ่ออู่ทองมีความสูง 108 เมตร ฐานกว้าง 88 เมตร หน้าตักกว้าง 65 เมตร เป็นพื้นที่เหมืองหินเก่า ที่หมดสัมปทานไปแล้ว ทางโครงการจึงได้ขออนุญาตจากทางจังหวัดสุพรรณบุรี และกรมป่าไม้ เพื่อสร้างสถานที่แห่งนี้เป็นพุทธมณฑลของจังหวัดสุพรรณบุรี  หลวงพ่ออู่ทอง เกิดจากดำริของ พระเทพสุวรรณโมลี ที่ปรึกษาเจ้าคณะ จังหวัดสุพรรณบุรี

      เป็นแหล่งเรียนรู้ และเป็นมรดกทางพระพุทธศาสนา ให้นักท่องเที่ยวมาศึกษาเรียนรู้ ภายในอุโมงค์ประดิษฐานพระแม่ธรณีบีบมวยผม พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ให้นักท่องเที่ยวได้กราบไหว้บูชานอกจากจะมีจุดให้บูชาพระแม่ธรณีบีบมวยผมแล้ว ยังมีจุดรูปปั้นพระต่างๆ จุดลอยเทียนวันเกิด และทำบุญกับพระประจำวันเกิด

      ในทริปนี้ คณะนักท่องเที่ยว รถไฟ KIHA 183 มีโอกาสพิเศษได้ขึ้น Sky Walk ที่วัดเขาทำเทียม ซึ่งเป็น สถานที่ท่องเที่ยวใหม่ล่าสุดของจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้เปิดให้ท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ แต่เป็นความโชคที่ของคณะนักท่องเที่ยว รถไฟ KIHA 183 ที่ได้รับอนุญาตจาก ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี ให้ขึ้นไปถ่ายรูปบน Sky Walk และชมความสวยงามของ องค์หลวงพ่ออู่ทอง ในมุมสูง  

     หลังจากทานข้าวเย็นอิ่มอร่อยที่ นาเฮียใช้ เสร็จแล้ว คณะนักท่องเที่ยวก็กลับมาเวียนเทียนที่ วัดป่าเลไลยก์วรวิหารอีกทีในตอนเย็น นั่งสวดมนต์เย็น ต่อด้วยเวียนเทียน เสร็จแล้วก็กลับเข้าที่พัก

        พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง 

     พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง เป็นพิพิธภัณฑ์ด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี และประวัติศาสตร์ศิลปะ  จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นสถานที่เก็บรักษา และจัดแสดงโบราณวัตถุ ที่ได้จากดำเนินการทางโบราณคดีที่เมืองโบราณอู่ทอง ซึ่งนักวิชาการเชื่อว่า มีความสัมพันธ์กับดินแดน “สุวรรณภูมิ” ศูนย์กลางการค้าของโลกยุคโบราณเมื่อประมาณ 2,500 ปี มาแล้ว และยังเป็นจุดที่พระพุทธศาสนาเข้ามาประดิษฐานเป็นแห่งแรกในประเทศไทย 

        ภายในจัดแสดง 1 นิทรรศการถาวรเกี่ยวกับเมืองโบราณอู่ทอง และวัฒนธรรมทวารวดี ประกอบด้วย ห้องจัดแสดง “บรรพชนคนอู่ทอง” การพัฒนาการของเมืองโบราณอู่ทองตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ประมาณ 3,000 ปีที่ผ่านมา กระทั่งเข้าสู่วัฒนธรรมทวารวดี ซึ่งเป็นวัฒนธรรมยุคแรกสุดสมัยประวัติศาสตร์ของประเทศไทย 

       2 จัดแสดงนิทรรศการถาวรเกี่ยวกับดินแดนสุวรรณภูมิ พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของเมืองโบราณอู่ทอง เส้นทางการค้าทางทะเล และเมืองโบราณอู่ทองในฐานะศูนย์กลางของศาสนาพุทธ โดยแบ่งการจัดแสดงออกเป็นส่วนต่างๆ ดังนี้ ส่วนที่ 1 เรื่อง “พัฒนาการทางประวัติศาสตร์บนพื้นแผ่นดินสุวรรณภูมิ” ส่วนที่ 2 เรื่อง “สุวรรณภูมิการค้าของโลกยุคโบราณ” ส่วนที่ 3 เรื่อง “อู่ทองศูนย์กลางแห่งพระพุทธศาสนา” 

       3 เรื่อง “อู่ทองศูนย์กลางแห่งพระพุทธศาสนา” อาคาร 3 เรือนลาวโซ่ง จำลองรูปแบบบ้านโบราณ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชาวไทยทรงดำ หรือลาวโซ่ง ชาติพันธุ์สำคัญที่อยู่ในเขตอำเภออู่ทอง อำเภอเมือง อำเภอสองพี่น้อง และอำเภอบางปะม้า จังหวัดสุพรรณบุรี

           ชิม ช้อป ตลาดร้อยปีสามชุก   

       ตลาดสามชุก เป็นห้องแถวไม้ริมแม่น้ำท่าจีน ตั้งอยู่ในอำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ในอดีตตลาดสามชุกเป็นย่านการค้าสำคัญ และเป็นแหล่งชุมชนของชาวไทยเชื้อสายจีน จึงทำให้ที่นี่มีรากฐานทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย ต่อมาตลาดสามชุกเริ่มเงียบเหงา เนื่องจากการสัญจรทางน้ำได้รับความนิยมน้อยลงไป การค้าขายที่ตลาดสามชุกก็ไม่คึกคักเหมือนเดิม คนรุ่นใหม่ก็ทยอยออกไปหางานทำที่อื่น 

        ในปี พ.ศ.2543 มีการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์ ขึ้นมา เพื่อฟื้นฟู ตลาดสามชุก ให้กลับมีชีวิตชีวา คืนมาอีกครั้ง ภายในตลาดขายของกินของใช้พื้นเมืองหลาหหลาย เป็ดพะโล้ ขนมเปี๊ย ข้าวหลามถาด นักท่องเที่ยวซื้อของฝากกลับบ้านเป็นการปิดท้ายในทริปนี้

      “นั่งรถไฟ KIHA 183 มหัศจรรย์เมืองสุพรรณบุรี แหล่งอารยธรรมทราวดี สุขทันที ที่เที่ยวกับการรถไฟไทย การเดินทางครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 20-21 กรกฎาคม 2567 สนใจนั่งรถไฟ KIHA 183 ทริปต่อไปจองตั๋วได้ที่สถานีรถไฟทุกแห่งทั่วประเทศ หรือ D-Ticket ของการรถไฟแห่งประเทศไทย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือโทร. 0812512207 0850658144 0626696441

Share this post